วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ก๋วยเตี๋ยวเรือนายเสือ



ก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมชมชอบ (มาก) แต่ไม่เคยมีบันทึกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวเรือในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีกี่ร้าน ทั่วประเทศมีกี่ร้าน (ผมว่าน่าลองรวบรวมไว้นะ สนุกดี)



ส่วนรสชาติแต่ละร้านนั้นแตกต่างกันไป เข้มบ้าง บางบ้าง แล้วแต่สูตรใครสูตรมัน สำหรับผมเป็นหนึ่งในคนตกหลุมรักก๋วยเตี๋ยวเรือ ถ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในสมัยก่อนผมมีร้านประจำที่อนุสารีย์ชัยสมรภูมิ สะพานซังฮี้ สามเสน คลองรังสิต วัดมะกอก ส่วนปัจจุบันไม่มีร้านประจำเป็นชิ้นเป็นอัน เจอก็กิน หิวก็แวะ อร่อยมั่งไม่อร่อยมั่งแล้วแต่โชค สำหรับร้านก๋วยเตี๋ยวเรือนายเสือที่นำมาเสนอ ผมเพิ่งไปเจอ คือขี่มอเตอร์ไซค์เล่นๆ เรื่อยๆ เปื่อยๆ  ไปเจอร้านนี้ในซอยนาคนิวาส 24 (ถนนนาคนิวาสต่อเนื่องจากซอยลาดพร้าว 71) ก็เลยลองลิ้มชิมรส ปรากฏว่าโดน คือโดนร้านก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นโดนบริการบางอย่าง และโดนท้ายสุดคือรสชาติก๋วยเตี๋ยว




ร้านนายเสือเป็นร้านเปิดโล่ง เพดานสูง หลังคามุงแฝก นั่งสบายๆ มีลมพัดผ่านโดยสะดวก มีที่จอดรถกว้างขวางพอสมควร



ร้านนายเสือมีน้ำชา+น้ำแข็งเปล่าฟรี ผักสดฟรี (บริการตัวเอง) ซึ่งหาไม่ค่อยได้ในเมืองฟ้าอมรแห่งนี้




ร้านนายเสือมีทั้งหมูและเนื้อ ที่ไม่ถูกใจคือไม่มีหมูตุ๋น มีแต่ลูกชิ้นกับหมูสด แต่ที่น่าสนใจคือการหมักหมูหมักเนื้อ ทำได้ดี รสชาติดี นุ่มละมุน เคี้ยวเพลินครับ




ถ้ามีโอกาสลองดูนะครับ ก๋วยเตี๋ยวเรือร้านนี้รสชาติไม่ถึงกับจี๊ดจ๊าดเลิศเรอ แต่โดยรวมกลมกล่อมใช้ได้ ชามเล็กเสนอราคา 20 บาท ซึ่งผมคิดว่าแรงไปนิดนะ ถ้า 15 บาทสวยเลย ส่วนเกาเหลาเสนอราคา 50 บาท ให้เยอะมากครับ


ร้านนายเสือขายทุกวัน ยกเว้นมีคนเหมาออกไปงานจัดเลี้ยงนอกสถานที่
เริ่มตั้งแต่ 9.30 น.-16.00 น. (นอกจากก๋วยเตี๋ยวยังมีอาหารตามสั่งแต่ยังไม่ได้ลอง)

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

โลกกระป๋อง



ผมเป็นพวกโรคจิต เสพติดปลากระป๋อง ถั่ว ก๋วยเตี๋ยว ไอติม อาทิตย์หนึ่งไม่ได้กินจะดิ้นตายให้ได้
ในบ้านจึงมีปลากระป๋องติดไว้ไม่เคยขาด พลาดจากอาหารดีๆ เมื่อไหร่กลับมาตายรัง ไม่มาม่าก็ปลากระป๋องเป็นหลักใหญ่

ผมชอบปลากระป๋องเพราะมันอร่อย กินง่าย ปรุงง่าย ปรุงได้หลายอย่าง ตั้งแต่ต้มยำ ผัด ฉู่ฉี่ กินกับเส้นหมี่ ขนมปัง และที่สุดยอดคือยำ

ยำปลากระป๋องเป็นเมนูโปรดสุด ส่วนปลากระป่องที่เลือกมาใช้อยู่บ่อยๆ คือโรซ่า ซึ่งความจริงผมชอบอะยัมมากกว่า ทว่าราคาต่างกันไกล โรซ่ากระป๋องเล็กขายอยู่ที่ 17 บาท/1 กระป๋อง ส่วนอะยัม 32 บาท/1กระป่อง แล้วคุณคิดว่าคนรวยอย่างผมจะเลือกอะไร ฮ่าฮ่าโรซ่าเท่านั้นครับพี่น้อง

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

น.น่าน ร้านกาแฟของนักเดินทาง


ร้านน.น่านแบ่งเออกเป็น 2 ชั้น แบ่งประโยชน์ใช้สอยออกเป็นสัดส่วน เริ่มตั้งแต่บนทางเท้าด้านหน้าร้านมีเก้าอีกกับโต๊ะตัวเล็กๆ เหมาะกับการนั่งชิมความเป็นไปบนท้องถนน ปลดปล่อยอารมณ์ด้วยภาพผู้คนสัญจรผ่านไปมา 


ถัดเข้ามาด้านในมีเคาน์เตอร์ตัวยาววางขนานกับผนัง มีโต๊ะเก้าอี้เรียงรายอยู่ฝั่งหนึ่ง ด้านในสุดจัดเป็นมุมของที่ระลึก เช่น โปสการ์ด เสื้อยืด รวมถึงบันไดทางเดินขึ้นไปสู่ชั้นสอง



ชั้นล่างเพดานสูงโปร่ง ผมชอบร้านเพดานสูงแบบนี้ ทำให้รู้สึกสบายกว่าร้านเพดานต่ำเตี้ย คือไม่อึดอัด  เชิญชวนให้จมใจอยู่กับกลิ่นกาแฟกรุ่น เบียร์ละมุนลมัย ไม่ใคร่อยากจากไปไหนเพราะสบายกายดี


ชั้นบนมีโต๊ะเก้าอี้ไม้วางขนานกับขอบหน้าต่าง จัดวางเป็นรูปตัว L ตรงกลางเจาะเป็นช่องกว้าง (มองเห็นชั้นล่าง) ช่วยสร้างมิติให้ตัวอาคาร สิ่งน่าสนใจบนชั้นนี้คือผนังสามด้านล้อมรอบด้วยบานหน้าต่างทำให้มองเห็นทัศนียภาพภายนอกได้ชัดเจน ที่สำคัญช่วยให้แสงธรรมชาติสาดเข้ามา ช่วยให้สายลมพัดพาความเย็นสู่ภายในทำให้อากาศถ่ายเทสะดวก ส่งเสริมให้การนั่ง ณ น.น่าน เนิบๆ ซึมช้าไปตามวิถีดั้งเดิมของเมืองน่าน (Slow Life)


จำได้คร่าวๆ ราวๆ 6-7 ปีก่อน ร้านนี้ขายนมและเป็นที่ทำกิจกรรมของนักเรียนนักศึกษาที่นิยมชมชอบงานอาร์ต ถ้าจำไม่ผิดมีอาจารย์ติ่งเป็นผู้ดูแล แต่ถึงแม้จะเปลี่ยนเจ้าของไปแล้วทว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย อาทิ ความทรงจำของผมเอง


น.น่าน เป็นร้านน่านั่ง น่ามาชิมอาหารยามเย็น ดื่มเบียร์เบาๆในยามค่ำ ช่วงกลางวันปล่อยให้เป็นหน้าที่ของชากาแฟและขนมเค้ก ส่วนรสชาติจะดีเลิศขนาดไหนต้องมาชิมกันเอง สำหรับงานตกแต่งร้านเน้นความเรียบง่ายแต่เก๋ไก๋ ทิ้งสเปซว่างๆ เน้นความโปร่งสบายมากกว่าอย่างอื่นครับ





วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ที่พักคนรักก๋วยเตี๋ยว (เมืองน่าน)


น่านนับเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มาแรงที่สุดเมืองหนึ่งของไทย อันนี้คงเนื่องมาจากวัฒนธรรมประเพณีดีงาม มีงานพุทธศิลป์วิจิตบรรจง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงผืนป่าธรรมชาติก็งดงามเช่นกัน ดังนั้นนักเดินทางตัวจริงจึงไปเยือนเมืองน่านไม่ขาดสาย ธุรกิจการค้าขายในเมืองน่านโตวันโตคืน รวมถึงร้านอาหารและที่พักด้วย


ร้านอาหารในเมืองน่านมีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งในโรงแรม ร้านอาหารกึ่งผับ หรือลักษณะแวะชิมริมทาง (ร้านขนาดเล็ก+รถเข็น) สำหรับร้านอาหารในที่นี้ขอแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวรสดีคือร้านโฮงก๋วยเตี๋ยว



โฮงเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวภายใต้อาคารสีขาวเทาสองชั้น ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นมีทั้งเนื้อและหมู ลูกชิ้นของโฮงไม่ได้เป็นที่หนึ่งของชาติ แต่รสเลิศพอตัว เรียกว่าไม่ทำให้ผิดหวัง บางคนชอบเส้นหมี่น้ำ บางคนมีชามโปรดเป็นเกาเหลาข้าวเปล่า หรือจะเลือกลูกชิ้นลวกมาเพิ่มก็ไม่เลว อันนี้แล้วแต่ชอบ แล้วแต่รสนิยมครับ


โฮงก๋วยเตี๋ยวแบ่งพื้นที่ร้านออกเป็นสองโซนคือแบบเปิดผนังโล่งรับลมจากภายนอกกับห้องกระจกติดแอร์ฯ เย็นฉ่ำ

ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือโฮงก๋วยเตี๋ยวเปิดอาคารด้านหลังเป็นที่พักด้วย ห้องพักดีราคาประหยัดในอาคารสูง 3 ชั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือแบบเตียงคู่กับเตียงเดี่ยว ห้องยังใหม่ เน้นความสะอาด ไม่ตกแต่งอะไรมากนัก แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ คือ แอร์ฯ น้ำอุ่น ทีวี ตู้เย็น งานนี้เสิร์พกลุ่มแบคแพ็กเกอร์ตรงๆ เลยครับ (ราคาที่พักประมาณ 500 บาท)


ห้องเตียงคู่


ห้องเตียงเดี๋ยว


ส่วนพักผ่อนในห้องเตียงเดี๋ยว


อาคารด้านหน้า ชั้นล่างทำเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ด้านบนทำเป็นที่พัก ส่วนอาคารด้านหลังเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าพัก


วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สเต็กยิ้มจิ้มแจ่ว (พิมาย)




ร้านยิ้ม เปิดได้ไม่นานแต่เรื่องราวที่ผ่านมาน่าสนใจพอควร คือคุณน้ำ ชลาลัย กุ๊กและหุ้นส่วนเป็นคนที่ชอบทำกับข้าวมาก ไม่อยากเรียกว่าพรสวรรค์เพราะได้เข้าครัวช่วยแม่กับยายมาตั้งแต่เล็ก เป็นเด็กที่สั่งสมประสบการณ์ในครัวมายาวนาน กระทั่งสุดท้ายปลายทางเธอเลือกเรียนคหกรรมทำอาหาร หลังเรียนจบจึงออกมาทำงานอิสระ ช่วยแม่ทำร้านอาหาร และในที่สุดตัดสินใจเปิดร้านสเต็กขึ้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา


สเต็กราคาถูกหากินได้ทั่วไป แต่สเต็กราคาเบาสบายกับรสชาติสแซ่บๆ นั้นหาไม่ง่ายนัก สเต็กราคา 69  บาทอาจไม่สามารถทำให้ผู้ชายร่างกำยำอุ่นอิ่ม แต่สำหรับผู้หญิงผมว่าพอเพียงและเพียงพอ ถึงแม้เนื้อหรือหมูชิ้นบางไปนิด (สมเหตุกับราคา) แต่ผักและเครื่องเคียงที่ให้มามากพอทำให้สาวๆ อิ่มได้ครับ


สำหรับเรื่องงานตกแต่งร้านเน้นความเรียบง่าย เก๋ไก๋ในที มีมุมชิลล์ให้นั่งเล่นแบบเย็นใจ งานตกแต่งโดยรวมบ่งชี้ไปทางวัยรุ่น แต่รสชาติสเต็กไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย เคี้ยวได้ก็กินได้ เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดี บุรุษ ตุ๊ด ทอม สตรี มากันทีร้านแทบพัง




ร้านยิ้มตั้งอยู่ริมทางฝั่งตรงข้ามกำแพงเก่าแก่ของปราสาทหินพิมาย เปิดสัปดาห์ละ 6 วัน หยุดวันจันทร์  แว่วข่าวว่าหลัง 1 ทุ่มไปแล้วมักแปลงกายย้ายเป็นผับ มีคนมานั่งดื่มเบียร์แกล้มสเต็กกันทุกคืน แหมก็รสแจ่วมันแซ่บซะขนาดนั้น

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ร้านสตูเกียดฟั่ง มนต์ขลังแห่งสงขลา



สตูหมูไก่เจ้านี้เป็นเจ้าแรกของเมืองสงขลา อายุอานามเก่าแก่มาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 (เปิดกิจการประมาณปี พ.ศ.2480) สูตรดั้งเดิมมาจาก “โกลัก” กุ๊กชาวจีนบนเรือฝรั่ง ปัจจุบันมีการปรับสูตรนิดหน่อย คือเดิมพวกอังกฤษใช้เนยแต่ทางร้านใช้กะทิแทน ซึ่งผมว่าถูกปากถูกคอคนไทยมากกว่า ส่วนเครื่องเทศมาจากอินโดนีเซีย สตูหมูไก่ของร้านเกียดฟั่งจึงเป็นอาหารที่ผสมผสานระหว่างความเป็นอังกฤษ จีน อินโดฯ และไทย กลายเป็นวัฒนธรรมทางอาหารที่น่าสนใจซึ่งสืบทอดมาถึงสามรุ่นแล้ว



สตูหมูนุ่ม น้ำข้นกำลังดี ไม่ข้นมากเหมือนที่เคยคุ้น ยามเคี้ยวเนื้อหมู (หรือไก่) ไปพร้อมๆ กับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวเผ็ดหวานทำให้สตูมีความเข้มอร่อยมากขึ้น (เสียดายไม่ได้ชิมซาลาเปาไปพร้อมๆ กับสตู ว่ากันว่ามันลงตัวมาก) สตูหนึ่ง+ข้าวเปล่าอีกหนึ่ง อิ่มแปร้กันไปเลย



ร้านสตูเกียดฟั่งตั้งอยู่ที่ถนนนางงาม จ.สงขลา ใครผ่านไปควรแวะลองลิ้มชิมรสดูซักครั้ง อย่างน้อยไปพิสูจน์ว่าของเขาเอร็ดอร่อยขนาดไหนในเมื่อมีตำนานมายาวนานขนาดนั้น 

เรื่องอาหารผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าเจ้านี้อร่อยกว่าเจ้านั้น เจ้านั้นอร่อยที่สุดกว่าเจ้านี้ ของอย่างนี้ชี้ชัดในตัวคนๆ เดียวไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงมันต้องถูกจริตโดนใจคนกิน เรื่องรสชาติอาหารของใครก็ของมัน ฉะนั้นต้องไปชิมเองครับ